มารู้จักกับ ประวัติ Converse สุดเจ๋ง กันเถอะ !! – lifestyle

ถ้าให้พูดถึงแบรนด์รองเท้า ทั่วโลกต้องรู้จัก Converse เป็นอย่างแน่ !! วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้ลึกเกี่ยวกับ ประวัติ Converse ถึงที่มาที่ไปก่อนมาเป็นแบรนด์นี้กันครับ

ประวัติ Converse

ประวัติ Converse

ในเดือน กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1908 Marquise Mills Converse ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 46ปี ย่าง 47 ปี ได้ก่อตั้งบริษัทผลิตรองเท้าชื่อว่า Converse Rubber Shoe Company ขึ้นที่ Malden, Massachusetts สหรัฐอเมริกา และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานรองเท้าที่ชื่อของเขาได้ถูกจารึกไว้มาตลอดจนถึงปัจจุบันที่ทุกคนรู้จักและคุ้นตากันเป็นอย่างดีในสัญลักษณ์รูปดาว 5 แฉก

Marquise Mills Converse เกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1861 ที่ Lyme, New Hampshire สหรัฐอเมริกา เมื่อก่อตั้งบริษัท Converse Rubber Shoe แล้วก็ได้ผลิตรองเท้ายางออกมา โดยปี ค.ศ. 1910 ได้ผลิตรองเท้าวันละกว่า 4000 คู่ จนในปี ค.ศ. 1915 บริษัทได้เริ่มผลิตรองเท้ากีฬาขึ้นมาเป็นครั้งแรกคือรองเท้าเทนนิสแต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยม จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Converse เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1917 เมื่อ Converse ได้ออกรองเท้ากีฬาตัวใหม่ซึ่งเป็นรองเท้าบาสเก็ตบอลที่มีชื่อว่า  Converse All-Star จนในปีค.ศ. 1921 นักบาสเก็ตบอลชื่อดัง Charles H. “Chuck” Taylor ที่หลงใหลในรองเท้า Converse All-Star ได้เข้ามาร่วมงานกับรองเท้า Converse โดยเป็น brand ambassador ให้กับ  Converse เมื่อ Chuck ไปแข่งบาสที่ไหนเขาจะนำรองเท้าไปโปรโมทด้วย ทำให้รองเท้า Converse All-Star ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากและเป็นที่รู้จักและนิยมในหมู่นักกีฬาบาสเก็ตบอลและวัยรุ่นในยุคนั้น ในปี ค.ศ. 1932 Converse ได้มอบรางวัลชิ้นพิเศษเพื่อเป็นเกียรติให้กับ  Chuck โดยเพิ่มรุ่นที่มีลายเซ็นของ Chuck ใน Converse All-Star classic high-topped และยังเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้ Charles H. “Chuck” Taylor ทำงานให้กับ Converse มาโดยตลอดจนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1969 

อย่างไรก็ตาม รองเท้า Converse All-Star นั้นมีแต่สีดำและสีขาวเป็นเวลานานหลายทศวรรษ แต่เมื่อทีมบาสเก็ตบอลต่างๆ ต้องการที่จะให้รองเท้ามีสีอื่นๆด้วย ทำให้เมื่อปี 1966 Converse จึงต้องผลิตรองเท้าสีอื่นๆ นอกจากนั้น ยังมีการเปลี่ยนไปใช้วัสดุอื่นๆในการทำรองเท้าด้วย เช่น หนัง หนังกลับ ฯ แทนที่จะเป็นผ้าใบเพียงอย่างเดียว จนในปี ค.ศ. 1970 Converse ได้ซื้อลิขสิทธิ์รองเท้าจากบริษัท  B.F. Goodrich ของแคนาดา และได้เริ่มผลิตรองเท้าอีกรุ่นหนึ่งที่โด่งดังไม่แพ้กับ Converse All-Star นั้นก็คือรองเท้า Converse Jack Purcell

ประวัติ Converse

ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1980-1990 เริ่มมีการหลั่งไหลเข้ามาของแบรนด์คู่แข่งไม่ว่าจะเป็น Puma, Adidas, Nike หรือแม้กระทั่ง Reebok ซึ่งแบรนด์ต่างๆเหล่านี้มาพร้อมกับรองเท้าที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยยิ่งกว่า ทำให้รองเท้า Converse ถูกช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดไปอย่างมาก แม้กระทั่งวงการบาสเก็ตบอลที่ Converse เป็นเจ้าตลาดมาโดยตลอดก็ถูกช่วงชิงไปด้วยเช่นกัน Converse ได้ทำการผลิตรองเท้ารุ่นใหม่ออกมาโดยออกแบบโลโก้ใหม่ขึ้นซึ่งก็คือโลโก้ที่มีลักษณะเป็นบั้งติดดาว แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่ากับรุ่น classic Chuck Taylors

 

ด้วยการที่เสียส่วนแบ่งทางการตลาดและช่วงชิงกลับมาไม่ได้บวกกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดในทางการบริหารอยู่บ่อยครั้งส่งผลให้ในที่สุดบริษัท Converse ต้องล้มละลายลงในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 2001 และบริษัทต้องเปลี่ยนมือไปในปีเดียวกันนี้ โดยในเดือนเมษายนในปีเดียวกันบริษัทถูกซื้อโดย Mardsen Cason และ Bill Simon ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการรองเท้าแห่งหนึ่ง  และในปีเดียวกันอีกนั่นแหละที่บริษัท  Converse ต้องยุติสายการผลิตทั้งหมดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศในแถบเอเชียแทนเพื่อลดต้นทุนเกี่ยวกับค่าแรงของคนในการผลิต ในวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2003 Nike ได้เข้ามาซื้อกิจการทั้งหมดของ Converse ด้วยเงินจำนวนถึง 309 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปัจจุบันมีฐานการผลิตอยู่ในประเทศแถบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งประเทศไทยเอง

ถึงแม้ว่ารองเท้า Converse ที่ผลิตขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาจะไม่มีการผลิตออกมาอีกแล้วแต่ก็ยังมีรุ่นที่ตกค้างอยู่ในสายการผลิตและถูกนำออกมาจำหน่ายมากมายหลายล้านคู่ทั่วโลก และด้วยเอกลักษณ์พิเศษของรองเท้า Converse made in USA ที่เชื่อกันว่ามีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นกว่าและมีความคงทนกว่ารองเท้าที่ผลิตขึ้นจากที่อื่นๆ จึงส่งผลให้ผู้คนที่ชื่นชอบหลงใหลในรองเท้า Converse ล้วนแต่ต้องการเป็นเจ้าของและเสาะหารองเท้า Converse made in USA กันอย่างต่อเนื่องทำให้รองเท้า Converse made in USA มีราคาสูงขึ้นตามอีกด้วย

แหล่งข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com/มารู้จักกับ-ประว…ันเถอะ-lifestyle/

ติดตามไลฟ์สไตล์ ไม่ตกเทรนด์ ได้ที่นี่ : www.banmon-summer.com

 

, , ,

Post navigation

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *