ภาพพยนตร์HD ที่คะแนนสูงที่สุดในเว็บไซต์ moviefree8k ที่คอหนังไม่ควร

Moulin Rouge!

ภาพพยนตร์HD เมื่อ Christian (Ewan McGregor) นักเขียนหนุ่มไฟแรงที่เชื่อมั่นในความรัก เดินทางมาเสนองานเขียนให้กับไนท์คลับมูแลง รูจ ที่สุดแสนจะอลังการของปารีส และที่นั่นนั่นเองทำให้เขาได้เจอกับ Satine (Nicole Kidman) โสเภณีที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในเมือง หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้ตกหลุมรักกันอย่างโงหัวไม่ขึ้นแต่ทว่าอุปสรรคต่างๆ ก็ถาโถมมาเกินกว่าทั้งคู่จะรับมือไหวเช่นกัน

Moulin Rouge! เป็นหนังเพลง Drama Musical Romance ซึ่งนำบทเพลงต่างๆ ที่ได้รับความนิยมกว่า 28 เพลง มาปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆและฉากร้องเพลงราวกับโรงละครที่หรูหรา จนแทบจินตนาการไม่ถึง โดยเพลงที่ต้องชูให้หนังเรื่องนี้เลยคือเพลง “Your Song” ของ Elton John เพราะเพลงนี้ทำให้ Moulin Rouge!โรแมนติกมากขึ้นจนหลายๆคนต้องเสียน้ำตา และยังเป็นฉากที่ Christian ร้องเพลงให้กับ Satine ทำให้ไม่คิดเลยว่า Ewan McGregor เสียงจะทรงพลัง และsexy มากได้ขนาดนี้ ทั้งหมดนี้ Moulin Rouge! จึงเป็นหนังเพลงอันดับต้นๆเลยที่ไม่ควรจะพลาด

Alien

ภาพพยนตร์HD ล่วงเลยถึงวันนี้หากใครเอ่ยถึง ‘เอเลี่ยน’ ขึ้นมา เชื่อเหลือเกินว่าภาพในใจของทุกคน คงนึกไปถึงสัตว์ประหลาดตัวเขียน หัวโตๆตัวสูงๆ ซึ่งเป็นภาพที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาในหนังของผู้กำกับริดลี่ย์ สก็อตต์ ตั้งแต่ปี 1979 อย่างแน่นอน และ Alien ยังเป็นหนังที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน และถูกทำภาคต่อ ภาคแยก หรือแม้กระทั่งมีอิทธิพลต่อหนังไซไฟ-ธริลเลอร์ ต่อมา มันไม่ใช่เป็นเพียงหนังสัตว์ประหลาดอวกาศหนีเอาตัวรอดธรรมดา แต่เนื้อในนั้นมันยังพูดถึงยุคทุนนิยมที่เข้ามาครอบงำเหล่านักบินอวกาศที่ถูกส่งขึ้นไปทำภารกิจโดยที่พวกเขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางใดๆเลย และที่สำคัญหนัง Alien ยังได้สร้างภาพของฮีโร่หญิงขึ้นมา ซึ่งเป็นจุดเด่นในหนังของริดลี่ย์ สก็อตต์หลายต่อหลายเรื่อง จนทำให้ Alien กลาย เป็นหนังที่ต้องถูกจดจำไม่ว่าทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอน

The Truman Show

ภาพพยนตร์HD ผลงานที่ทำให้เราได้เห็นอีกหนึ่งความสามารถในการแสดงหนังของจิม แคร์รี่ย์ที่แตกต่างออกไปจากที่คุ้นเคย ด้วยโทนหนังที่พาให้ผู้ชมไปสู่จุดที่คาดหวังและเกินกว่าคาดหวัง ผู้กำกับ ปีเตอร์ เวียร์ ที่เคยทำ Dead Poets Society ยังสามารถงัดเอาความน่าสนใจในตัวละครบวกกับ เนื้อหาที่ตรึงใจผู้ชม มาเรียงร้อยกันเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งยังเสียดสีแวดวงรายการเรียลลิตี้ทางโทรทัศน์ที่บูมมากในสมัยนั้น ด้วยการตามติดชีวิตของมนุษย์เราเหมือนกับเป็นหนูทดลองเอาไว้ได้อย่างเจ็บแสบและมีชั้นเชิง เป็นหนังสนุกดราม่าที่ดูครบรสชาติ และได้อารมณ์แปลกใหม่จากงานแนวเดียวกันทั่วๆไปในตลาด ณ ช่วงนั้น

Born on the Fourth of July

อย่างที่ทราบกันดีสงครามเวียดนาม (1955-1975) ถือเป็นหนึ่งในรอยแผลครั้งใหญ่ที่สร้างความบอบช้ำให้กับประชาชนชาวอเมริกันมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีหนังหลายเรื่องถูกสร้างเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นี้ ที่เป็นหัวแถวก็ได้แก่ Dead of Night (1972), Hearts and Minds (1974), The Deer Hunter (1978), Coming Home (1978), Apocalypse Now (1979), Platoon (1986), Full Metal Jacket (1987), Hamburger Hill (1987), Good Morning, Vietnam (1987), Born on the Fourth of July (1989) และหนังสารคดี The Fog of War (2003) สำหรับเรื่อง Platoon และ Born on the Fourth of July กำกับโดยโอลิเวอร์ สโตนอดีตทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามที่ในเรื่องแรกจำลองมาจากชีวิตจริงของเค้าเอง ส่วนเรื่องหลังดัดแปลงจากเรื่องจริงของรอน โควิคอดีตทหารผ่านศึกอีกคนผู้ซึ่งต่อมาภายหลังได้กลายเป็นนักต่อสู้เพื่อต่อต้านสงครามคนสำคัญ จากคำกล่าวของประธานาธิบดีที่ว่า “อย่าถามว่าประเทศชาติทำอะไรให้คุณ แต่จงถามว่าคุณทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง” เด็กหนุ่มชาวอเมริกันรวมถึงรอน โควิค (รับบทได้อย่างน่าจดจำโดยทอม ครูช) ต่างพากันอาสาสมัครเพื่อที่จะกลายเป็นวีรบุรุษสงคราม

ผู้กำกับพาเราติดตามชีวิตของโควิคที่ตอบคำกล่าวของประธานาธิบดีได้อย่างชัดเจน โควิคเสียเพื่อน ขาทั้งสองข้าง ครอบครัว เพื่อนฝูง และจิตวิญญาณเพื่อประเทศชาติ แล้วสุดท้ายประเทศชาติมันดีขึ้นหรือไม่? สไตล์การเล่าเรื่องของสโตนมีเอกลักษณ์โดดเด่นตรงนี้เค้าใส่อารมณ์ความคิดของตัวเองลงไปในหนังอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ข้อดีก็คือหนังโดดเด่นในแง่ของการตั้งคำถามและโน้มนำอารมณ์ไปได้อย่างสุดทางซึ่งส่งผลให้หนังกลายเป็นความบันเทิงชั้นดี ส่วนข้อเสียก็คือผู้ชมอาจถูกชักจูงไปกับหนังอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่อย่างไรก็ตามต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่าเหตุการณ์ที่ถูกบอกเล่าล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องจริงที่ถูกนำมาร้อยเรียงขึ้นเป็นภาพยนตร์ Born on the Fourth of July เป็นหนังต่อต้านสงครามที่สร้างได้อย่างสมจริง โน้มน้าวได้อย่างมีรสนิยม และไม่มากไม่น้อยมันเหมือนเป็นการระลึกถึงเวียดนามและอดีตทหารผ่านศึกว่าสงครามเป็นสิ่งเลวร้ายเพียงใด มันไม่อาจแก้ไขได้ทำได้เพียงขอโทษต่อสิ่งที่ได้เกิดขึ้นก็เท่านั้น

Transformers

ถ้าใครจะขุดหนังแฟรนไชส์เรื่อง Transformers นี้มาดู ไม่ว่าจะดูครั้งแรกหรือดูซ้ำอีกสักรอบ ภาคแรกเป็น Transformers ที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะมุกยังดูสร้างสรรค์ ไม่เละเทะเท่าภาคหลังๆ ที่สำคัญยังมีครบองค์ทั้ง Shia LaBeouf และ Megan Fox

เราชอบไอเดียที่สร้างสรรค์หุ่นยนต์แปลงร่างเป็นรถยนต์รุ่นต่างๆ ตอนดูครั้งแรกนั้นรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจมาก แล้วในด้าน visual effects หรือ CG เขาก็ทำดีไร้ที่ติ ซาวนด์ประกอบก็ดี ทำให้หนังดูสนุกขึ้นไปอีก ถึงแม้ในตัวบทจะไม่ค่อยมีเนื้อหาสาระไปสักหน่อย ความบันเทิงโดยรวมถือว่าผ่านมากๆ

แต่ก็น่าเสียดายที่ภาคหลังๆ Michael Bay ดูจะทำหนังสุกเอาเผากินไปเสียหน่อย แถมทั้ง Shia LaBeouf และ Megan Fox ก็ไม่ได้เล่นแล้ว ทำให้ Transformers มันดูไม่ใช่ Transformers ยังไงก็ไม่รู้

The Sixth Sense

โคล เซียร์ (ฮาลีย์ โจเอล ออสเมนต์) หนูน้อยอายุ 8 ขวบ ซึ่งไม่อาจมีชีวิตสงบสุขดั่งเช่นเด็กไร้เดียงสาวัยเดียวกันได้ สืบเนื่องมาจากถูกความลับบางอย่างที่เขาไม่กล้าเผยต่อผู้ใด ตามรังควานจิตไม่ได้หยุดหย่อน ปริศนาคลุมเครือที่ว่า คือ เขาสัมผัสกับสสารไร้ตัวตน หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ผี! ในอีกภพหนึ่งได้

โคลจำใจต้องกลายเป็นสื่อกลางเชื่อมโลกมนุษย์และมิติแห่งวิญญาณเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน แห้งแล้งด้วยขวัญและกำลังใจ เพราะการมาปรากฎตัวของพลังงานลึกลับซึ่งก่อรูป ประกอบร่างขึ้นจากเงาดำทะมึนที่มาพร้อมปัญหาแก้ไม่ตก โคลซึ่งสับสน และไม่อาจเข้าใจถึงอำนาจเหนือธรรมชาติของตนเอง ยังอ่อนเยาว์เกินกว่าจะเข้าใจเหตุการณ์ที่ประสบ และประหวั่นพรั่นพรึ่งเกินกว่าจะอธิบายความทรมาน และความบอบช้ำภายในให้ผู้ใดรับฟัง ยกเว้นเสียแต่จิตแพทย์ ดร. มัลคอล์ม โครว์ (บรูซ วิลลิส)

เมื่อกระบวนการเยียวยาดำเนินไป ดร.โครว์ พยายามจะค้นหาความลับอันดำมืดเกี่ยวกับพลังพิเศษผิดมนุษย์ของโคล โดยผลลัพธ์ที่บังเกิดขึ้นกับคนไข้ และผู้บำบัดกลับกลายเป็นปรากฎการณ์สยอง ที่กระชากสติ และภวังค์ของทั้งสองหนุ่มต่างวัยให้ตื่นขึ้นมา ทำความรู้จักกับบางสิ่งที่โหดร้ายและพิศวงจนไม่อาจบันดาลออกมาเป็นถ้อยคำ

Shakespeare in Love

ผมล่ะโคตรชอบ Saving Private Ryan มากๆ เลยครับ เป็น 1 หนังในดวงใจที่ผมกล้าให้ 10/10 อย่างที่ทราบกันว่าบนเวทีออสการ์มันพ่ายแพ้ให้กับหนังพีเรียดปีเดียวกันอย่าง “Shakespeare in Love” นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ผมตามหาหนังเรื่องนี้มาดู ด้วยอยากพิสูจน์ว่า มันดีแค่ไหนถึงเอาชนะ Ryan ไปได้ ซึ่งตามหายาก ตามหามานาน ในที่สุดก็หามาดูจนได้จากร้าน DVD ใต้โรงหนังลิโด้

Shakespeare in Love เป็นหนังพีเรียดสุดอลังการ พูดถึงความรักของวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ที่มีต่อเลดี้ไวโอล่า Mood&Tone นำเสนอออกมาในแนวโรแมนติกกึ่งคอมเมดี้ ดูสบาย เพลินๆ แทรกดราม่าหน่อยๆ ข้อดีที่สัมผัสได้อย่างแรกเมื่อเปิดหนังขึ้นมาได้เพียงไม่กี่นาทีคือ คอสตูมอลังการมาก โปรดักชั่นยิ่งใหญ่โบราณสมจริง รายละเอียดเยอะ และดนตรีประกอบก็ไพเราะซะด้วย

ดูไปเรื่อยๆ ก็พบข้อดีของหนังมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบทที่เขียนมาได้ไพเราะเพราะพริ้ง แม้กระทั่งซับไตเติ้ลก็แปลออกมาได้สวยงามราวกับบทกวี ซึ่งนั่นเองทำให้มนุษย์บ้านนาที่ชื่อหมู่บ้านนำหน้าว่า ‘โคก’ อย่างผม รู้สึกกระวนกระวายในการดู นอกจากจะต้องอ่านซับให้ทันแล้ว ก็ต้องพยายามเข้าใจความหมายของภาษาในหนังด้วย ทำให้อารมณ์ในการดูหนังเรื่องนี้ออกจะมืดๆ มึนเหมือนอ่านหนังสือไม่ทันสอบ และดูอนอัวเหมือนเด็กน้อยถูกแม่ปลุกไปโรงเรียน

ความดีถัดไปของหนัง คือ การตีความและนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเกย์ของเช็กสเปียร์ได้น่าสนใจและน่ารักดี และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือ ความยอดเยี่ยมของหนังในองค์รวม และการแสดงของดารานำหญิง ‘กวินนา พานทอง’ หรือ Gwyneth Paltrow นั่นเอง

ขอเริ่มกันที่เจ๊กวินก่อนละกันครับ ซึ่งถูกค่อนขอด หรือบางคนอาจถึงขั้นประณามว่านางชนะออสการ์ ‘Cate Blanchett‘ จากเรื่อง ‘Elizabeth’ ได้อย่างไร จากที่ผมได้ดูการแสดงของกวินก็ไม่ได้ขี้เหร่นะครับ ดูน่ารัก สดใส เพลินๆ สวยและมีเสน่ห์มาก แต่ถ้าถามความยาก ความตรึงตรา และความท้าทายของบท ก็ต้องขอบอกว่า Cate มีมากกว่าด้วยประการทั้งปวง แต่กวินได้ไปก็ไม่ได้ขี้เหร่ เพราะจริงๆ เวทีใหญ่เธอก็กวาดรางวัลเยอะอยู่นะครับ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าปีนั้นเธอเป็นคนอเมริกันคนเดียว ก็เลยซิวรางวัลไปหรือเปล่า?!?

ปิดท้ายด้วยภาพรวมของหนังที่คว้าภาพยนตร์ยอดเยี่ยมออสการ์ไปครอง เอาตามความคิดของผม หนังเรื่องนี้มีความสมบูรณ์ที่เอื้อต่อ Best Picture ทั้งบท โปรดักชั่น คอสตูม ตนดรี การแสดง รวมไปถึงการเป็นหนังที่อิงเรื่องบุคคลสำคัญของโลกอย่างเช็กสเปียร์ และเป็นเรื่องเกี่ยวกับวรรณกรรม ที่ฝรั่งเค้ายกย่องชมชอบกัน เราคนไทยอาจจะไม่อิน เพราะขนาดขุนช้างขุนแผนและพระอภัยมณีที่อาจารย์บอกให้อ่านไปสอบ ยังไม่ค่อยอ่านกันเลย

สรุปแล้วถือ Shakespeare เป็นหนังที่ยิ่งใหญ่ในหลายๆ ด้าน ได้ออสการ์ไปตั้ง 7 รางวัล แต่พอมาเจอกับความยอดเยี่ยมของ Saving Private Ryan ที่ทั้งยิ่งใหญ่ ทรงพลัง ดูแล้วให้อะไรกับสังคมโลก และติดตาตรึงหัวหลังดูจบ ก็ไม่แปลกที่ Shakespeare จะโดนหลายคนครหาว่าได้รางวัลมาได้ไง เพราะมันเพลินมันงามจริงครับ แต่ดูจบแล้วไม่มีอะไรประทับอยู่ในหัวจิต ตราตรึงอยู่ในหัวใจเท่ากับ Ryan แต่ผมว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าปีที่ The Departed ได้รางวัลละครับ

, , , , , , , , ,

Post navigation

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *