ผลงานของ moviefree8k | เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ moviefree8k

Cinema Paradiso (1988)

ผลงานของ โตโต้ เด็กน้อยที่เติบโตในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในประเทศอิตาลี ด้วยความที่ในยุคนั้นโบสถ์นอกจากจะเป็นที่เผยแพร่ศาสนาแล้ว ยังเป็นสถานที่เอาไว้ฉายหนังอีกด้วย ซึ่งก็ได้ทำให้โตโต้ ที่ไปโบสถ์เป็นประจำ ชื่นชอบการดูหนัง และสนิทสนมกับ อัลเฟรโด คนฉายหนังประจำโบสถ์ไปโดยปริยาย ด้วยความสนิทสนมของคนสองรุ่น ทำให้ อัลเฟรโด ได้สอนให้ โตโต้ รู้จักวิธีการฉายหนัง พร้อมทั้งได้เห็นผู้คนมากมายที่เข้ามาหาความสุขจากการดูหนังร่วมกันในช่วงเวลานั้น และนั่นก็นำมาสู่เรื่องราวมากมายที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ ความรัก ความประทับใจ ของผู้คนที่มีโรงหนังเป็นจุดศูนย์กลาง

หนึ่งในหนังที่คนรักหนังต้องหามาดูให้ได้สักครั้ง เพราะนี่ไม่ใช่แค่หนังดราม่าสูตรสำเร็จที่พร้อมเรียกน้ำตาคนดูเท่านั้น แต่หนังเรื่องนี้ยังได้บันทึกประวัติศาสตร์ ความทรงของหนัง ที่มีต่อผู้คนมากมายในอดีต หนังพูดถึงประเด็น Coming of Age ของเด็กชายที่ชื่นชอบหนังอย่างโตโต้ ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเขา และอัลเฟรโด ที่หลาย ๆ ฉากทำให้เรายิ้ม หัวเราะ และเสียน้ำตาให้พวกเขา ประกอบกับดนตรีประกอบที่ประพันธ์โดย เอนนิโอ มอร์ริคอนเน ที่ได้ทำหน้าที่เพิ่มพลังให้ฉากอารมณ์ของหนังทรงพลังมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะผ่านเวลามานานร่วม 30 ปี หนังเรื่องนี้ก็ยังงดงาม และอิ่มเอมใจทุกครั้งที่ได้หยิบมาดู

Casablanca (1942)

ผลงานของ เรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่ฝรั่งเศส กำลังถูกนาซีเยอรมันคุกคาม ริค เบลน ชายหนุ่มสัญชาติอเมริกันที่หันมาเปิดไนท์คลับในเมือง คาซาบลังก้า ประเทศโมร็อคโก ที่ในตอนนั้นตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส จนกระทั่ง ริค ได้กลับมาเจอกับ เอลซ่า หญิงสาวที่้เป็นอดีตคนรักของเขา ที่เธอได้มาขอความข่วยเหลือ โดยขอให้เขาหาใบผ่านทางเพื่อให้เธอ และ วิคเตอร์ สามีคนปัจจุบัน ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายต่อต้านนาซี เดินทางกลับไปยังประเทศอเมริกาอีกครั้ง ความรักสามเศร้า และการตัดสินใจครั้งสำคัญที่มีชีวิตคนเป็นเดิมพันท่ามกลางภาวะสงครามก็ได้เริ่มขึ้น

ผลงานการกำกับของ ไมเคิล เคอร์ติส เจ้าของผลงาน Robin Hood ซึ่งความพิเศษของ Casablanca คือการสร้างความแปลกใหม่ให้กับหนังโรแมนติกในยุคนั้น และได้สร้างความประทับใจมากมายให้กับคนดูมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความที่หนังเลือกที่จะเล่าเรื่องที่ไม่ได้มีบทสรุปที่พระเอกนางเอก ต้องคู่กันเสมอไปเหมือนหนังโรแมนติกเรื่องอื่น ๆ หนังถ่ายทอดเรื่องราวความรักสามเศร้าออกมาได้ชวนติดตาม พร้อมทั้งยังสอดแทรกไปด้วยแง่คิด เรื่องศีลธรรม จิตสำนึก และการบอกเล่าอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกมาได้อย่างลงตัว

Once Upon a Time in the West (1968)

ผลงานของ เรื่องราวของสามคาวบอย ในดินแดนตะวันตกที่กำลังมีการสร้างทางรถไฟ เพื่อนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของเมือง เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อ แฟรงค์ นักฆ่ารับจ้าง และพรรคพวกที่ได้รับว่าจ้างจากผู้มีอิทธิพลให้มาฆ่าครอบครัว แมคเบน เพื่อหวังยึดที่ดินของตระกูลดังกล่าว จนกระทั่ง จิล แมคเบน ภรรยาสาวสวยของครอบครัวดังกล่าวที่เดินทางกลับมาจาก นิวออร์รีนส์ ได้พบว่าครอบครัวของเธอได้ถูกฆ่าตายหมดแล้ว ในขณะเดียวกันเธอก็ได้พบกับ ไชแอนน์ คาวบอยเจ้าถิ่น และ ฮาร์โมนิกา ชายลึกลับ ที่ชอบเป่าฮาร์โมนิกาตลอดเวลา ที่ทั้งคู่ต่างมีเป้าหมายในการตามล่า แฟรงค์ การต่อสู้ไล่ล่าของสามคาวบอย ที่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรี มิตรภาพ และความแค้นก็ได้เริ่มขึ้น

อีกหนึ่งหนังคาวบอยที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุด โดยหนังเป็นผลงานของเจ้าพ่อหนังคาวบอยอย่าง เซอร์จิโอ เลโอเน ซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นงานหลังจากที่เขาได้โด่งดังจากการกำกับไตรภาค Dollars Trilogy สำหรับใน Once Upon a Time in the West หนังยังมาพร้อมสูตรสำเร็จของหนังแนวคาวบอยสปาร์เกตตี้ ที่ยังเล่าเรื่องผ่านความแค้น ความโลภของตัวละคร แต่ความโดดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการมีชั้นเชิงของการเล่าเรื่อง ในช่วงแรกหนังมีการเปิดตัวเหล่าตัวละครหลักออกมาได้อย่างน่าสนใจ แต่ละตัวมีเสน่ห์ มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นแตกต่างกัน ก่อนที่ช่วงองก์ 2-3 ชองเรื่องจะเต็มไปด้วยความเข้มข้น ด้วยการหักหลังไปมาของตัวละคร พร้อมจุดเฉลยเรื่องราวสุดพีค เรียกได้ว่าเป็นอีกงานที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของหนังตะวันตกมาจนถึงทุกวันนี้

Grave of the Fireflies(1988)

เรื่องราวว่าด้วยญี่ปุ่นในเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ ไซตะ และเซตสึโกะ สองพี่น้องที่ต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปจากสงคราม ทำให้ทั้งคู่ต้องย้ายไปอาศัยในบ้านของญาติ ซึ่งในช่วงแรกที่ทั้งสองอาศัยอยู่นั้น ญาติของเขาก็ให้การดูแลเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นเด็กไม่ประสีประสา และสภาวะสงครามที่ทำให้ขาดแคลนอาหาร และทรัพยากร จนทั้งคู่ค่อย ๆ ถูกมองว่าเป็นภาระของบ้านญาติในที่สุด จนพวกเขาถูกขับไล่ออกมาเผชิญโลกเพียงลำพัง

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจดจำหนังเรื่องนี้ในชื่อ “สุสานหิ่งห้อย” หนึ่งในผลงานสุดสะเทือนอารมณ์ตลอดกาลจาก Studio Ghibli ที่ยังกลายเป็นที่พูดถึงมาจนทุกวันนี้ ผลงานการกำกับ และเขียนบทโดย อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ อากิยูกิ โนซากะ ซึ่งหากใครที่เคยติดตามผลงานของผู้กำกับผู้นี้ จะพบว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้สร้างอนิเมชั่น

ที่เล่นกับประเด็นใหญ่ ๆ อย่างสงคราม ธรรมชาติ ความโลภ สำหรับในเรื่องนี้ ทาคาฮาตะ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้าย รุนแรง และผลกระทบของสงครามที่มีต่อผู้คนชาวญี่ปุ่นในตอนนั้น หนังถ่ายทอดงานภาพอันวิจิตรบรรจงเหมือนที่คออนิเมชั่น จิบลิ ต่างชื่นชอบและคุ้นเคย แต่ทว่าการเล่าเรื่องกลับเต็มไปด้วยอารมณ์หดหู่ สะเทือนใจ โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่อง และฉากจบของหนัง ที่ยากจะลืมเลือนจากใจหลาย ๆ คน

The Prestige (2006)

เรื่องราวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ของสงครามระหว่างสองนักมายากลอย่าง โรเบิร์ต แองกิเออร์(ฮิวจ์ แจ็คแมน) และอัลเฟร็ด บอร์เดน(คริสเตียน เบล) ที่ทั้งคู่เคยเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ที่มีอาจารย์คือ คัตเตอร์(ไมเคิล เคน) โดยสงครามเริ่มขึ้นเมื่อ บอร์เดน ที่ต้องการสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ให้กับมายากลของ คัตเตอร์ ทำให้เกิดความผิดพลาดจนทำให้คนรักของ แองกิเออร์ ต้องตาย ทั้งสองจึงแตกกัน และต่างคนก็พยายามสร้างสรรค์กลใหม่ ๆ ที่จะปฏิวัติวงการ และมีการแก้แค้นกันและกันที่แต่ละครั้งยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น

หนังดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ คริสโตเฟอร์ พริสต์ ซึ่งหากไม่นับ The Dark Knight Trilogy สำหรับ The Prestige นับว่าเป็นผลงานเรื่องแรก และเรื่องเดียวของ โนแลน ที่ดัดแปลงมาจากนิยาย และยังเป็นเรื่องแรกที่เขาได้ โจนาธาน โนแลน น้องชายของเขามารับหน้าที่เขียนบทอีกด้วย โดยแม้หนังเรื่องนี้จะไม่ได้เป็นหนังแอคชั่น

หรือมีฉากโชว์งานโปรดักชั่นอลังการ แต่สำหรับ The Prestige เป็นหนังแนวสงครามจิตวิทยาที่เข้มข้น ชวนติดตาม ความน่าสนใจของหนังคือการพาคนดูไปพบกับเบื้องหลังวงการมายากล และทริคต่าง ๆ ที่ชวนเซอร์ไพรส์ ประกอบกับการแสดงของสองนักแสดงนำอย่าง ฮิวจ์ แจ็คแมน และคริสเตียนเบล ที่ต่างถ่ายทอดบทบาทแบบที่ไม่มีใครยอมใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีเด็ดช่วงท้ายของหนังกับประโยคที่พูดว่า “ไม่มีใครสนใจคนที่อยู่ในกล่อง” ที่นอกจากจะสะท้อนสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังทำเอาคนดูอึ้งไปตาม ๆ กัน

Whiplash (2014)

แอนดรูว์ เด็กหนุ่มผู้ไฝ่ฝันอยากเป็นมือกลองอนาคตไกล จนกระทั่งระหว่างซ้อมในวันหนึ่ง เขาก็ได้รับการติดต่อจาก เฟรตเชอร์ อาจารย์สอนดนตรีแจ้สสุดโหด ที่ได้ชักชวนให้แอนดรูว์มาเล่นกลองให้กับวงของเขา แต่ทว่าหลังจากที่เข้าไปร่วมฝึกซ้อมในวงได้ไม่นาน แอนดรูว์ ก็พบกับวิธีการสอนที่ป่าเถื่อน รุนแรง ของเฟรตเชอร์ จนทำให้เขาถึงกับต้องเสียความมั่นใจ แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ แอนดรูว์ จึงพยายามผลักดันความสามารถของตนเองเพื่อพิสูจน์ให้เฟรตเชอร์เห็น สงครามจิตวิทยาสุดเข้มข้นของอาจารย์ และลูกศิษย์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ผลงานการกำกับและเขียนบทของ เดเมี่ยน ชาร์เชล เจ้าของผลงาน La La Land ที่ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากทั้งนักวิจารณ์ และคนดู โดย Whiplash เป็นการหยิบเอาหนังสั้นที่เขาเคยสร้างเมื่อปี 2013 มาต่อยอดเป็นหนังขนาดยาว ซึ่งความโดดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการพาคนดูไปพบกับความเพลิดเพลิน ความมหัศจรรย์ของดนตรีแจ้ส

ที่เป็นจุดขายสำคัญอย่างหนึ่งของชาร์เชล แต่ความไม่ธรรมดาของหนังคือการถ่ายทอดสงครามจิตวิทยาของสองตัวละครสองรุ่นอย่าง แอนดรูว์ และเฟรตเชอร์ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้ชวนกดดัน ลุ้นระทึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงบทเฟรตเชอร์ ของ เจเค ซิมป์มอน ที่แสดงออกมาได้ดุดาล บ้าคลั่ง จนทำให้หลาย ๆ คนหวาดกลัวคุณครูผู้นี้ทุกครั้งที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ จน ซิมป์มอน สามารถคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากบทนี้มาได้สำเร็จ

, , , , , , , , ,

Post navigation

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *